พระคัมภีร์ในหนึ่งปี 2023 พร้อมด้วยคำอธิบายจาก นิคกี้และพิพพา กัมเบลနမူနာ

การให้อภัยโดยสมบูรณ์
บิชอปแซนดี้ มิลลาร์พูดถึงช่วงเวลาที่เขาเดินไปตามชายหาด และเขาสังเกตเห็นว่าบนผืนทรายนั้นเต็มไปด้วยรอยเท้าของคนที่เดินไปก่อนหน้าเขา ในเช้าวันรุ่งขึ้นรอยเท้าเหล่านั้นก็ถูกลบออกโดยน้ำทะเล เขารู้สึกถึงคำพูดของพระเยซูที่ได้ตรัสกับเขาว่า ‘นั่นคือภาพของการให้อภัย’ หรือจะให้เปรียบเทียบอีกแบบหนึ่งก็คือ การให้อภัยของพระเยซูคริสต์ก็เหมือนกับการลบไฟล์สิ่งเลวร้ายทั้งหมดในชีวิตของเรา การให้อภัยไม่ใช่เรื่องง่าย เราทุกคนรู้ดีว่าการให้อภัยผู้อื่นนั้นยากเพียงใด แม้กระนั้นเรามักจะคิดว่าการให้อภัยจากพระเจ้าแทบจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ ในขณะที่จักรพรรดินีแคทเธอรีนมหาราชแห่งรัสเซีย (1729 -1796) นอนอยู่บนเตียงที่พระองค์เสด็จสวรรคต พระองค์กล่าวว่า ‘ฉันจะเป็นผู้ปกครองที่มีอำนาจเด็ดขาด นั่นคืองานของฉัน พระเจ้าผู้ทรงแสนดีจะทรงให้อภัยฉันนั่นคืองานของพระองค์’ ในบทความของวันนี้ เราเห็นถึงราคาที่สูงมากและพระพรอันยิ่งใหญ่ของการให้อภัยของพระเจ้า ดังที่ พี.ที. ฟอร์สสิธ (1848-1921) ได้ชี้ให้เห็นว่า ก่อนอื่นคือคุณต้องรู้จัก ‘ความรู้สึกผิดอย่างสิ้นหวัง’ จากนั้นคุณจึงจะเห็นคุณค่าของ ‘การให้อภัยอย่างอัศจรรย์’สดุดี 32:1-11
สัมผัสความโล่งใจของการให้อภัย
คุณเคยรู้สึกว่ายากที่จะให้อภัยคนอื่น หรือยากที่จะให้อภัยตัวเองในบางสิ่งที่คุณได้ทำลงไปหรือไม่? หัวใจสำคัญในการให้อภัยคนอื่นและให้อภัยตัวเองก็คือการรู้ว่าพระเจ้าทรงให้อภัยคุณมากเพียงใด คนที่รู้จักให้อภัยนั้นจะให้อภัย
ดังที่ ซี.เอส. ลูอิส ได้ชี้ให้เห็นว่า ‘การเป็นคริสเตียนหมายถึงการให้อภัยคนที่ไม่สามารถให้อภัย เพราะพระเจ้าทรงให้อภัยเรื่องที่ไม่สามารถให้อภัยได้ในตัวคุณ’ การให้อภัยตัวเองเป็นสิ่งจำเป็น เขาได้เขียนไว้ว่า ‘พระเจ้าทรงให้อภัยเรา เราต้องให้อภัยตัวเอง ไม่เช่นนั้นก็จะเหมือนกับว่าเราตั้งตัวเป็นศาลสูงกว่าพระองค์’
โดยทางพระเยซู พระเจ้าทรงประทานการให้อภัยแก่คุณและผม ในพระธรรมสดุดีบทนี้ เราได้เห็นถึงการให้อภัยของพระเจ้าทำให้เกิดสิ่งต่าง ๆ มากมาย นั่นคือ
1. ปลดปล่อยเราจากการพิพากษา
ดาวิดอธิบายถึงความทุกข์ทรมานทางจิตวิญญาณที่ไม่ได้รับการอภัย ‘ร่างกายของข้าพระองค์ก็ทรุดโทรมไปโดยการคร่ำครวญวันยังค่ำ พระหัตถ์ของพระองค์หนักอยู่บนข้าพระองค์ทั้งวันทั้งคืน กำลังของข้าพระองค์ก็เหือดแห้งไปอย่างกับถูกความร้อนในหน้าแล้ง’ (ข้อ 3-4)
2. มีความโปร่งใสกับพระเจ้า
เส้นทางสู่การให้อภัยคือการเข้ามาหาพระเจ้าโดยไม่มีหน้ากาก หรือไม่เสแสร้ง ‘ข้าพระองค์สารภาพบาปของข้าพระองค์ต่อพระองค์ และข้าพระองค์มิได้ปกปิดความชั่วของข้าพระองค์ไว้ ข้าพระองค์ทูลว่า “ข้าพระองค์จะสารภาพการละเมิด ของข้าพระองค์ต่อพระยาห์เวห์” แล้วพระองค์ทรงอภัยความบาปชั่วของข้าพระองค์’ (ข้อ 5)
3. การเริ่มต้นใหม่
ดาวิดอธิบายถึงพระพรอันยิ่งใหญ่ของการได้รู้ว่าคุณได้รับการอภัย ‘บุคคลผู้ซึ่งการละเมิดของเขาได้รับอภัยก็เป็นสุข คือผู้ซึ่งบาปได้รับการกลบเกลื่อน บุคคลซึ่งพระยาห์เวห์มิได้ทรงถือโทษก็เป็นสุข คือผู้ที่ไม่มีการหลอกลวงในจิตใจของเขา’ (ข้อ 1-2)
ลองนึกภาพดูว่าในสมุดบันทึกประจำวันที่เราได้จดบันทึกไว้ ไม่ใช่แค่เพียงจดนัดหมายและการประชุมเท่านั้น แต่จดความบาปทั้งหมดของเราด้วย ในสองข้อแรกของสดุดีบทนี้ได้ให้เราเห็นถึงภาพ 3 ภาพ ของสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำต่อความบาปของคุณ ภาพแรก ‘พระยาห์เวห์มิได้ทรงถือโทษ’ ในความบาปของคุณ (ข้อ 2) พระองค์ทรงทำราวกับว่าความบาปนั้นไม่มีอยู่
ภาพที่สอง ความบาปได้รับ ‘การกลบเกลื่อน’ (ข้อ 1) ราวกับว่าพระเจ้าทรงเอายางลบจากสวรรค์ และลบความบาปทั้งหมดในบันทึกของคุณ ‘ความบาปของคุณถูกลบให้สะอาดแล้ว’ (ข้อ 1, พระคัมภีร์ตอน นี้จาก The Message โดยผู้แปล) ภาพที่สาม พวกเขาได้รับการ ‘อภัย’ (ข้อ 1ก) แท้จริงแล้วคำนั้นหมายถึง ‘การแยกออก’ หรือ ‘การเอาออก’ บันทึกหน้าที่เกี่ยวกับความบาปของคุณถูกตัดออก และถูกทำลาย ‘คุณได้เริ่มต้นใหม่’ (ข้อ 1, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล)
อัครสาวกเปาโลกล่าวถึงพระธรรมสดุดีบทนี้เพื่อเป็นหลักฐานว่า โดยการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเพื่อคุณ พระเจ้าทรงถือว่าคุณเป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อและการได้รับการอภัยนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่คุณสามารถได้จากการทำความดี (ดูใน โรม 4:6-8) โดยไม้กางเขน พระเจ้าทรงฟื้นฟูคุณให้มีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระองค์ ดังนั้นคุณจึงสามารถอธิษฐานต่อพระองค์ (สดุดี 32:6ก) พระเจ้าทรงเป็น ‘ที่กำบัง’ ของคุณ (ข้อ 7ก) พระองค์ทรงปกป้องคุณจากความยากลำบาก (ข้อ 7ข) พระองค์ทรงนำคุณ (ข้อ 8) และ ‘ความรักมั่นคงของพระองค์ล้อม' ตัวคุณ (ข้อ 10)
สิ่งนี้ไม่ได้มาจากการทำความดี แต่เป็นเรื่องของบุคคลที่วางใจในพระองค์โดยความเชื่อ (ข้อ 10) ความเข้าใจที่ถูกต้องในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมแสดงให้เห็นว่าเส้นทางสู่การให้อภัยคือการกลับใจและความเชื่อ
การให้อภัยไม่ใช่เหตุผลที่จะทำบาป แต่เป็นสิ่งจูงใจที่จะไม่ทำบาป เราต้องการอยู่ในทางของพระเจ้า พระองค์ทรงสัญญาว่าพระองค์จะทรงนำคุณ ‘เราจะแนะนำและสอนเจ้าถึงทางที่เจ้าควรจะเดินไป เราจะให้คำปรึกษาแก่เจ้าและเฝ้าดูเจ้าอยู่’ (ข้อ 8)
พระองค์ไม่ต้องการให้คุณลำบากในการนำคุณเหมือนม้าหรือล่อที่ต้องควบคุมด้วยสายผ่าปากและบังเหียน (ข้อ 9) พระองค์ต้องการให้คุณหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดของการต่อต้านพระวิญญาณบริสุทธิ์ จงทำตามการทรงนำของพระวิญญาณ พระองค์ต้องการให้คุณได้ยินพระสุรเสียงในทุก ๆ วัน ฟังคำแนะนำของพระองค์ เดินในทางของพระองค์และวางใจในความรักของพระองค์
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่พระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อข้าพระองค์ เพื่อว่าข้าพระองค์จะได้สัมผัสกับความโล่งใจของการให้อภัย ข้าพระองค์ขอโทษสำหรับสิ่งที่ข้าพระองค์ ได้ทำผิดในชีวิตของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดอภัยให้ข้าพระองค์
มาระโก 15:33-47
ขอบพระคุณพระเยซูที่ทรงจ่ายราคาของการให้อภัย
ใช้เวลาในวันนี้เพื่อที่จะขอบพระคุณพระเยซูที่พระองค์สิ้นพระชนม์เพื่อคุณ พระเยซูทรงจ่ายราคาสูงมากสำหรับการให้อภัยเรา การให้อภัยไม่ใช่เรื่องง่ายแต่พระเยซูทรงทำให้เป็นไปได้
1. พระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อคุณ
บางครั้งผู้คนคิดว่าพระเยซูไม่ได้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนจริง ๆ แต่ทรงคืนสภาพในอุโมงค์ฝังศพที่เย็น
ปีลาตตรวจสอบดูว่าพระองค์ทรง ‘สิ้นพระชนม์แล้ว’ (ข้อ 44ก) นายร้อยผู้ดูแลการตรึงกางเขน ยืนยันว่าพระเยซูสิ้นพระชนม์แล้วจริง ทหารโรมันเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรึงกางเขน นายร้อยจะต้องเผชิญกับการลงโทษที่รุนแรงเช่นกันถ้าเขาปล่อยนักโทษที่มีชีวิตไป
โยเซฟชาวอาริมาเธีย ‘อัญเชิญพระศพลงมา เอาผ้าป่านพันหุ้มไว้ แล้วอัญเชิญพระศพไปวาง ไว้ในอุโมงค์ซึ่งสกัดจากศิลา’ (ข้อ 46) โยเซฟต้องสังเกตเห็นถ้าหากว่าพระเยซูยังคงมีชีวิตและยังหายใจอยู่ เขาจะไม่ฝังพระเยซูทั้งเป็น
2. พระเยซูทรงถูก ‘ทอดทิ้ง’ เพราะความบาปของเรา
‘...เกิดมืดมัวทั่วแผ่นดิน’ (ข้อ 33) พระเยซูทรงร้องว่า ‘เอโลอี เอโลอี ลามา สะบักธานี?’ (ข้อ 34ก) มาระโกใช้ภาษาอาราเมคดั้งเดิมสำหรับคำพูดของพระเยซู ซึ่งแปลว่า ‘พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ทำไมพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์?’ (ข้อ 34ข) ดังที่เราได้เคยเห็นแล้ว นี่เป็นคำพูดที่ยกมาจากพระธรรมสดุดี 22 ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะอันยิ่งใหญ่ (ดู พระคัมภีร์ในหนึ่งปี วันที่ 46)
3. พระเยซูทรงเปิดหนทางสำหรับการให้อภัยและการเข้าสู่ที่ประทับของพระเจ้า
ม่านในพระวิหาร (ดูใน พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมของวันนี้ เลวีนิติ 24:3) ซึ่งเป็นสิ่งที่แยกประชาชนออกจากที่ประทับของพระเจ้านั้นขาดออกเป็นสองท่อนโดยพระเจ้าตั้งแต่ด้านบนจนถึงด้านล่าง มันคือม่านสูง 60 ฟุตและหนาอย่างน้อยหนึ่งนิ้ว ความจริงที่ว่าม่านถูกฉีกจากด้านบนลงล่าง (ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถเอื้อมถึง) เน้นย้ำว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้กระทำให้มันขาด
นี่เป็นสัญลักษณ์ของความจริงที่ว่าโดยการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู คุณจึงได้รับการเข้าถึงพระเจ้า เพราะว่าความบาปของคุณได้รับการอภัยแล้ว พระเจ้าทรงถือว่าคุณเป็นคนชอบธรรม และทรงอนุญาตให้คุณและผมมีสิทธิพิเศษที่จะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระองค์
ข้าแต่พระเยซูเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ ‘ได้ทรงรักข้าพเจ้า และได้ทรงสละ [พระองค์เอง] เพื่อข้าพเจ้า’ (กาลาเทีย 2:20) ขอบพระคุณพระองค์ที่ข้าพระองค์สามารถเข้าสู่ที่ประทับของพระเจ้าด้วยความกล้าหาญ และความมั่นใจในพระนามของพระองค์
เลวีนิติ 23:1-24:23
เข้าใจว่าการอภัยไม่ได้เกิดขึ้นโดยเรา แต่เกิดขึ้นเพื่อเรา
เราได้เห็นในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมว่าความบาปนั้นร้ายแรงเพียงใด มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย และการให้อภัยก็ไม่ควรได้รับอย่างไม่เห็นคุณค่า
ความยุติธรรมต้องการความเท่าเทียมกัน ‘ชีวิตแทนชีวิต’ (24:18) ‘กระดูกหักแทนกระดูกหัก ตาแทนตา ฟันแทนฟัน’ (ข้อ 20) กฎนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่มีไว้สำหรับศาลเพื่อป้องกันความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้น
มันแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นของการลงโทษต่อความบาปอย่างเหมาะสม (ซึ่งมันบังเอิญอยู่ภายใต้กฎการหมิ่นประมาทพระเจ้า ข้อ 10-16 ซึ่งพระเยซูเองถูกลงโทษถึงตายดังที่เราได้เห็นในพระธรรมมาระโก 14:64)
เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราได้เห็นการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเป็นดั่งเงาสะท้อนล่วงหน้า การอภัยความบาปต้องใช้เครื่องบูชา ต้องใช้ลูกแกะ ลูกแกะต้องสมบูรณ์แบบ ‘ไม่มีตำหนิ’ (เลวีนิติ 23:12) อัครทูตเปาโลอธิบายถึงพระเยซูว่าทรงเป็น ‘ปัสกาของเรา (ผู้) ถูกถวายบูชาแล้ว’ (1 โครินธ์ 5:7)
การให้อภัยไม่สามารถทำขึ้นได้ ในวันแห่งการลบมลทิน คือ ‘การลบมลทินของเจ้า’ (เลวีนิติ 23:28) มันไม่ได้ถูกทำขึ้นโดยคุณแต่ทำขึ้นเพื่อคุณ นี่เป็นคำสอนที่เป็นรากฐานและวัฏจักรของพระคัมภีร์ทั้งเล่ม เมื่อคุณได้เข้าใจว่าการให้อภัยนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไรผ่านทางพระเยซู มันจะทำให้คุณอัศจรรย์ใจอย่างมากและจะเปลี่ยนชีวิตคุณไปโดยสิ้นเชิง และเมื่อคุณได้รู้ว่าคุณได้รับการอภัยทั้งสิ้นจากพระเจ้า คุณต้องให้อภัยผู้อื่นและคุณต้องให้อภัยตัวเอง
ข้าแต่พระเยซูเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่พระองค์ทรงปลดปล่อยให้ข้าพระองค์เป็นอิสระจากกฎทั้งหมดในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงเป็น ‘พระเมษโปดกของพระเจ้า ผู้ทรงรับบาปของโลกไป!’ (ยอห์น 1:29) ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงทำการลบมลทินเพื่อข้าพระองค์ ขอบพระคุณพระองค์สำหรับความน่าอัศจรรย์ใจอย่างมากของการให้อภัยของพระองค์ ซึ่งเปลี่ยนชีวิตของข้าพระองค์ และเป็นการให้อภัยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
Pippa Adds
มาระโก 15:40-41
ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ในประวัติศาสตร์ เมื่อพระเยซูทรงเอาชนะอำนาจแห่งความมืด สาวกทั้งหมดและเหล่าผู้ที่ติดตามพระองค์ได้ละทิ้งพระองค์ไป แต่พวกผู้หญิงอยู่ที่นั่นตรงที่ไม้กางเขน ช่างเป็นความกล้าหาญและความภักดี ในวัฒนธรรมที่ดูเหมือนว่าผู้หญิงแทบจะถูกมองข้าม พระเยซูทรงให้อำนาจกับพวกเธอ ‘มีผู้หญิงคนอื่น ๆ อีกหลายคนที่ขึ้นมายังกรุงเยรูซาเล็มพร้อมกับพระองค์’ (มาระโก 15:41) พวกผู้หญิงที่ได้รับอำนาจจากพระเยซู เมื่อรวมตัวกันสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้
References
ข้อพระคัมภีร์อ้างอิงมาจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 2011 สงวนสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย (ยกเว้นข้อที่ระบุว่าเป็นฉบับอื่น)ဤအစီအစဥ္အေၾကာင္း

การเข้าใจพระคัมภีร์อาจเป็นเรื่องยาก ทำไมไม่ลองอ่านหรือฟังพร้อมกับคำอธิบายทุกวัน จากนิคกี้และพิพพา กัมเบล -ผู้บุกเบิกอัลฟ่า เริ่มวันนี้เลย!
More
စပ္ဆိုင္ေသာ အစီအစဥ္မ်ား

ဆာလံကျမ်း ၁၁၉ အရ၊ နှုတ်ကပတ်တော်တရား

ဝိညာဥ်ကြီးထွားခြင်းကို တည်ဆောက်ပေးသော အလေ့အကျင့် (၇)ခု

ယေရှု၏ ဘုရားဇာတိတော်ကို အတည်ပြုသောအကြောင်း (၅) ရပ်

BibleProject | တမန်တော်ပေါလုအကြောင်းလေ့လာချက်

BibleProject | ယေရှုနှင့် လူသားမျိုးနွယ်သစ်

ဉာဏ်အရာ၌ အသက်ကြီးသောသူ ဖြစ်ကြလော့

BibleProject | ဘုရားသခင်၏ထာဝရမေတ္တာ

BibleProject | ကားစင်တင်ခြင်းခံဘုရင်

ဖတ်သောအရာကို နားလည်ပါသလား
