พระคัมภีร์ในหนึ่งปี 2023 พร้อมด้วยคำอธิบายจาก นิคกี้และพิพพา กัมเบลနမူနာ

วิธีการเติบโตและติดสนิทกับพระเจ้า
ชีวิตและงานรับใช้ของ จอห์น วิมเบอร์ ศิษยาภิบาลชาวอเมริกัน มีอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตของผม คริสตจักรของเราและคริสตจักรอื่น ๆ อีกมากมายทั่วโลก เขากล่าวว่า ‘ความสามารถในการได้ยินสิ่งที่พระเจ้าตรัสเพื่อดูว่าพระองค์ทรงกำลังทำอะไรและการเคลื่อนไหวในการอัศจรรย์นั้น มาจากการที่แต่ละคนพัฒนา*การติดสนิทกับ*พระเจ้าและ*พึ่งพาพระบิดา* (ตามที่พระเยซูทรงมี)’ พระเยซูทรงทำอะไรและอย่างไร? คำตอบอยู่ในความสัมพันธ์ของพระเยซูกับพระบิดา เราจะทำ ‘กิจที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก’ อย่างที่พระเยซูทรงสัญญาไว้ได้อย่างไร (ยอห์น 14:12)? เราสามารถพบได้จากความสัมพันธ์เดียวกันกับ*การใกล้ชิดติดสนิท*กับพระเจ้าอย่าง*เรียบง่าย* และ*เชื่อฟัง* พระเจ้าทรงรักคุณด้วยความใกล้ชิดเกินกว่าที่คุณคาดฝันไว้ พระองค์ต้องการให้คุณมีสัมพันธภาพส่วนตัวที่ใกล้ชิดสนิทสนม เรียบง่าย และเชื่อฟัง นี่เป็นเกียรติและสิทธิพิเศษที่ไม่ธรรมดา โมเสส ดาวิดและแน่นอนพระเยซูมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้า แต่คุณจะพัฒนาความใกล้ชิดกับพระเจ้าได้อย่างไร?สดุดี 35:11-18
การเปิดเผย ความอ่อนแอ และความซื่อสัตย์
มีหลายครั้งที่ดาวิดตกต่ำ จิตวิญญาณของเขารู้สึกว่างเปล่า (ข้อ 12, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล) เขาซื่อสัตย์และเปิดเผยมากพอที่จะพูดถึงความท้าทายต่าง ๆ ที่เขาต้องเผชิญ:
1. การต่อต้าน
ดาวิดต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างมากจากศัตรูและผู้ที่ทำร้ายเขา คุณอาจเผชิญกับการต่อต้านอย่างมากจากศัตรู และผู้ที่โจมตีคุณ (ข้อ 12,15ข) พวกเขาอาจใส่ร้ายป้ายสี (ข้อ 15ค) หรือเย้ยหยันอย่างหยาบคาย (ข้อ 16ก) การต่อต้านไม่เพียงมาจากโลกเท่านั้น แต่ยังมาจากประชากรของพระเจ้าได้ด้วย (ข้อ 16)
2. คำอธิษฐาน ‘ที่ไม่ได้รับคำตอบ'
อาจมีบางครั้งที่ดูเหมือนพระเจ้าจะไม่สดับฟัง ‘คำอธิษฐานของข้าพระองค์กลับมายังอกของข้าพระองค์’ (ข้อ 13) ดาวิดพูดกับพระเจ้าว่า ‘พระองค์จะยืนนิ่งอยู่ที่นั่นอีกนานแค่ไหน?’ (ข้อ 17, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล)
3. ความล้มเหลว
เราทุกคนสะดุด (ข้อ 15ก) เราต่างรู้สึกได้ว่าเรากำลังเดินกับพระเจ้าอย่างมีความสุขและทันใดนั้นเราก็สะดุด อาจมีหลายครั้งที่เราไม่บรรลุมาตรฐานของตัวเอง นับประสาอะไรกับมาตรฐานของพระเจ้า
เช่นเดียวกับดาวิดที่ทูลกับพระเจ้าเกี่ยวกับความท้าทายทั้งหมดนี้ อย่าแสร้งทำเป็นว่าทั้งหมดเป็นไปด้วยดี พูดจากส่วนลึกของหัวใจของคุณ พระองค์จะไม่แปลกใจ หรือตกใจกับสิ่งที่คุณเอ่ย การเปิดกว้าง ความอ่อนแอ และความซื่อสัตย์นี่เองที่ดึงคุณเข้าสู่ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระเจ้า
ข้าแต่พระเจ้า ขอบคุณที่ฟังเสียงร้องจากหัวใจของข้าพระองค์ ขอบคุณที่ทรงช่วยข้าพระองค์ และทำให้ข้าพระองค์พูดได้ว่า ‘ข้าพระองค์จะขอบพระคุณพระองค์ในที่ชุมนุมใหญ่ ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ท่ามกลางคนเป็นอันมาก’ (ข้อ 18)
ลูกา 2:41-52
เติบโตขึ้นในสติปัญญา
พระเยซูทรงมีสติปัญญาที่น่าอัศจรรย์แม้ตอนทรงพระเยาว์ ‘และทุกคนที่ได้ยินพระองค์ก็ประหลาดใจ และเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์ในสติปัญญาและความเข้าใจและคำตอบของพระองค์’ (ข้อ 47, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก Amplified Bible โดยผู้แปล)
ดังที่มีคนกล่าวไว้ว่า ‘ความรู้ คือการรู้ว่ามะเขือเทศเป็นผลไม้ แต่ความมีปัญญา คือการไม่เอามันไปใส่ในสลัดผลไม้!’ ความรู้เป็นแนวนอน ปัญญาอยู่ในแนวดิ่งลงมาจากด้านบน การเติบโตในปัญญานั้นสำคัญกว่าการเติบโตในความมั่งคั่ง สติปัญญามีมากกว่าความมั่งคั่ง ความใกล้ชิดกับพระบิดานำไปสู่การเติบโตในสติปัญญา
หลังจากบิดามารดาของพระเยซูพบพระองค์ในลานพระวิหารแล้ว พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า ‘ท่านไม่รู้หรือว่าเราต้องอยู่ในพระนิเวศของพระบิดา?’ (ข้อ 49ข) หรือตาม The Message ระบุไว้ว่า ‘เราต้องกระทำพระราชกิจแห่งพระบิดาของเรา’ (ข้อ 49ข, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล)
ในอีกแง่หนึ่ง ความสัมพันธ์ของพระเยซูกับ ‘พระบิดา’ นั้นไม่เหมือนใคร ในทางกลับกันพระองค์ยังช่วยให้คุณสามารถเรียกพระเจ้าว่า ‘พ่อ’ พระองค์อธิษฐานต่อพระเจ้าในฐานะ ‘อับบา’ (คำในภาษาอาราเมคที่เด็ก ๆ ใช้พูดกันอย่างสนิทสนมกับพ่อของพวกเขา) และพระองค์ก็สอนสาวกให้ทำเช่นเดียวกัน (11:2) อัครทูตเปาโล ได้เขียนเกี่ยวกับพระวิญญาณบริสุทธิ์กล่าวว่า เพราะ ‘พระวิญญาณที่พระเจ้าประทานมานั้นจะไม่ทรงให้ท่าน เป็นทาสซึ่งทำให้ตกในความกลัวอีก แต่พระวิญญาณจะทรงให้ท่านมีฐานะบุตรของพระเจ้า โดยพระวิญญาณนั้นเราจึงร้องเรียกพระเจ้าว่า “อับบา (พ่อ)”’ (โรม 8:15)
เราสามารถเรียนรู้ 4 สิ่ง เกี่ยวกับสติปัญญาที่มาจากความใกล้ชิดกับพระบิดาโดยพิจารณาตัวอย่างของพระเยซู ในข้อเหล่านี้
1. สติปัญญาเกิดจากการฟัง
สติปัญญา คือ ความเต็มใจที่จะฟังและเรียนรู้จากผู้อื่น พระเยซูทรง ‘นั่งอยู่ในพระวิหารท่ามกลางพวกอาจารย์กำลังฟังและไต่ถามอาจารย์เหล่านั้นอยู่’ (ลูกา 2:46)
เซอร์ ไอแซก นิวตันกล่าวว่า ‘ผมพบว่าความฉลาดนั้นมีมากขึ้น เมื่อได้วิเคราะห์คำถามที่ถามมากกว่าคำตอบที่ได้รับ’
บ่อยครั้งผู้ที่รู้มากที่สุดมักพูดน้อยที่สุด เวลาคุยกัน เรามักจะพูดซ้ำ ๆ ในสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว แต่เวลาที่เรากำลังฟัง เราอาจกำลังเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
การถามคำถามที่ดีเป็นกุญแจสำคัญในการเป็นนักสนทนาที่ดี มีการกล่าวถึงประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ว่าเขาสามารถทำให้คุณคิดว่าเขาไม่มีอะไรจะทำ นอกจากถามคำถามและรับฟังคุณด้วยความตั้งใจ และสนใจเป็นพิเศษ คุณจะรู้ว่าในขณะนี้เขาได้ลบล้างทั้งอดีตและอนาคตให้กับคุณ
2. สติปัญญานำไปสู่ความเรียบง่าย
สติปัญญานำมาซึ่งความกระจ่าง พระเยซูทรงทราบว่าพระองค์ควรอยู่ที่ไหนและควรทำอะไร พระองค์ตรัสว่า ‘พ่อกับแม่ไม่รู้หรือว่าลูกต้องอยู่ในพระนิเวศของพระบิดา?’ (ข้อ 49) ความรู้นำพาเราจากสิ่งธรรมดาไปสู่สิ่งที่สลับซับซ้อน แต่ปัญญานำเราจากสิ่งที่สลับซับซ้อนไปสู่สิ่งที่เรียบง่าย
3. สติปัญญาเป็นองค์รวม
สติปัญญาไม่เพียงแสดงให้เห็นในสิ่งที่เราพูด แต่ยังแสดงให้เห็นในวิธีการดำเนินชีวิตของเราด้วย ‘แล้วพระกุมารก็ลงไปกับบิดามารดายังเมืองนาซาเร็ธ และยอมเชื่อฟังเขาทั้งสอง’ (ข้อ 51) สติปัญญาเป็นเรื่องทั้งหมดของชีวิต ไม่ใช่แค่เฉพาะมันสมองหรือคำพูดของเรา
4. สติปัญญาควรเติบโตขึ้น
โดยความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระเจ้า ‘พระเยซูทรงเจริญขึ้นในด้านสติปัญญาและร่างกาย เป็นที่ชอบต่อพระพักตร์พระเจ้าและต่อหน้าคนทั้งหลายด้วย’ (ข้อ 52) เป็นคำอธิบายที่คล้ายกันมากกับคำอธิบายของซามูเอล (1 ซามูเอล 2:26)
สติปัญญาควรเติบโตเมื่อเราอายุมากขึ้น ไม่ใช่ว่าสติปัญญาของพระเยซูมีข้อบกพร่องหรือไม่สมบูรณ์ แต่มันจะเติบโตขึ้นเมื่อเราเจริญเต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น
นี่คือคำอธิษฐานที่เรามักจะอธิษฐานเพื่อลูก ๆ ของเรา ให้พวกเขาเติบโตในสติปัญญาและร่างกายรวม ถึงเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าและคนอื่น ๆ
เหนือสิ่งอื่นใดสติปัญญาของพระเยซูมาจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับพระเจ้า พระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของพระองค์ พระองค์รู้ว่าพระองค์ต้องอยู่ในพระนิเวศของพระบิดาและความใกล้ชิดกับพระบิดาเป็นรากฐานแห่งสติปัญญาของพระองค์
ข้าแต่พระบิดา ขอบคุณที่ทรงประทานพระวิญญาณแห่งฐานะบุตรของพระเจ้าแก่ข้าพระองค์ โดยข้าพระองค์สามารถเรียกพระองค์ได้ว่า ‘อับบา (พ่อ)’ ขอบคุณที่ทรงเรียกข้าพระองค์เข้าสู่สัมพันธภาพอันใกล้ชิดแบบเดียวกับที่พระเยซูทรงมีกับพระองค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์เติบโตขึ้นในความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด เรียบง่าย และเชื่อฟัง ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์เติบโตในสติปัญญาและร่างกาย โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ เพื่อเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าและคนอื่น ๆ
กันดารวิถี 7:66-9:14
สงบนิ่ง และฟัง
คุณไม่สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระเจ้าได้โดยไม่อาศัยการจัดเวลาและใช้เวลาในการสื่อสารกับพระองค์ได้ ‘เมื่อโมเสสเข้าไปในเต็นท์นัดพบเพื่อจะกราบทูลพระองค์ ท่านได้ยินพระสุรเสียงตรัสกับท่าน ... และพระองค์ทรงสนทนากับท่าน พระเจ้าตรัสกับโมเสส…’ (7:89 - 8:1)
พระเจ้าตรัสกับโมเสส (8:1; 9:1) โมเสสกราบทูลพระเจ้า (7:89) มันเป็นการสนทนากันแบบสองทาง พระเจ้าตรัสกับโมเสสแบบซึ่ง ๆ หน้าอย่างชัดเจนเหมือนพูดกับเพื่อน (12:8) ให้เราพูดคุยและฟังในเวลาเดียวกัน คอยดูปฏิกิริยาของกันและกัน
ในยุคของพระวิญญาณบริสุทธิ์คุณอยู่ในฐานะที่ดียิ่งกว่าโมเสส คุณไม่จำเป็นต้องไปที่ใดสถานที่หนึ่งเหมือนกับโมเสสอีกต่อไป แต่คุณสามารถอยู่กับพระเจ้าได้ทุกที่ โดยพระวิญญาณทรงให้คุณมีฐานะเป็นบุตรของพระเจ้า และเข้าสู่การสนทนาอย่างใกล้ชิดและตลอดไปกับองค์พระผู้เป็นเจ้าพระบิดา (โรม 8:15–17,26–27)
นี่คือแบบแผน ‘พระเจ้าตรัสกับโมเสส ... ดังนั้นโมเสสจึงบอกคนอิสราเอล ... คนอิสราเอลก็ทำทุกอย่างตามที่พระยาห์เวห์ตรัสสั่งโมเสส’ (กันดารวิถี 9:1–5) วิถีชีวิตทั้งหมดของคนอิสราเอลก่อร่างสร้างขึ้นจากการเชื่อฟัง ในสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับโมเสสอันเป็นดั่งตัวแทนแห่งความใกล้ชิด ความใกล้ชิดสนิทสนมของคุณกับพระเจ้าจำเป็นต้องไหลล้นไปสู่วิธีการดำเนินชีวิตของคุณ นำในสิ่งที่พระเจ้าสำแดงแก่คุณไปปฏิบัติใช้ ให้เป็นดั่งตัวแทนความใกล้ชิดสนิทสนม
มีหลายครั้งที่ไม่ชัดเจนเสมอไปว่าพระเจ้าทรงนำทางเราอย่างไร อีกครั้งในตัวอย่างของโมเสสเป็นตัวอย่างที่ดี เมื่อผู้คนถามคำถามที่ยากต่อโมเสสซึ่งเขาไม่รู้คำตอบ เขาตอบว่า ‘จงคอยอยู่ก่อนเพื่อข้าพเจ้าจะฟังดูว่า พระยาห์เวห์ตรัสสั่งในเรื่องของพวกท่านอย่างไร’ (ข้อ 8) หากคุณไม่ทราบคำตอบที่เหมาะสมก็เป็นการฉลาดที่จะขอให้ผู้คน‘รอ’ สิ่งนี้ทำให้คุณมีเวลาอธิษฐานและค้นหาทางที่ถูกต้องจากพระเจ้า
ยูจีน ปีเตอร์สัน แปลไว้ว่า ‘ให้เวลาข้าพเจ้าหน่อย ข้าพเจ้าจะค้นหาสิ่งที่พระเจ้าตรัสในสถานการณ์ของท่าน’ (ข้อ 8, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล) พระคัมภีร์ Amplified Bible กล่าวว่า ‘จงสงบนิ่งเพื่อข้าพเจ้าจะได้ยินสิ่งที่พระเจ้าตรัสสั่งในเรื่องของพวกท่าน’ ในชีวิตที่วุ่นวาย จงหยุดนิ่งและฟังสิ่งที่พระเจ้าทรงปราถนาให้คุณทำ
ข้าแต่พระเจ้า ขอบคุณที่ทรงให้ข้าพระองค์พบพระองค์ได้ทุกวัน เพื่อที่จะได้พูดคุยและฟังเสียงของพระองค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ได้ยินสิ่งที่พระองค์กำลังตรั และมีชีวิตอยู่ในความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด เรียบง่าย และเชื่อฟังพระองค์อย่างสุดใจ
Pippa Adds
ลูกา 2:43
ฉันสงสัยมาตลอดว่ามารีย์และโยเซฟเดินทางทั้งวันได้อย่างไรก่อนที่พวกเขาจะสังเกตเห็นว่าลูกชายไม่ได้อยู่ด้วยกับพวกเขา อย่างไรก็ตามฉันต้องสารภาพว่าครั้งหนึ่งเราออกไปทานอาหารเย็นกับเพื่อน ๆ เมื่อไปถึงจุดหมาย เรากลับพบว่าลูก ๆ ไม่ได้อยู่กับเรา ฉันค่อนข้างลำบากใจในการอธิบายเรื่องนี้กับเจ้าภาพ และกังวลเล็กน้อยว่าลูก ๆ ของเราจะปลอดภัยดีไหมหรือไม่ได้บาดเจ็บจนเกินไป ฉันสงสัยว่ามารีย์และโยเซฟมีการพูดคุยกันเหมือนเดิมหรือไม่ ระหว่างทางกลับเหมือนที่เราทำเพื่อหาว่าเรื่องนี้มันเป็นความผิดของใคร ขอบคุณพระเจ้าในทั้งสองกรณีที่เด็ก ๆ ปลอดภัยดี พระเยซูอยู่ในพระวิหารสนทนากับเหล่าอาจารย์ ส่วนลูก ๆของเรากำลังนั่งดูทีวี!
References
ข้อพระคัมภีร์อ้างอิงมาจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 2011 สงวนสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย (ยกเว้นข้อที่ระบุว่าเป็นฉบับอื่น)ဤအစီအစဥ္အေၾကာင္း

การเข้าใจพระคัมภีร์อาจเป็นเรื่องยาก ทำไมไม่ลองอ่านหรือฟังพร้อมกับคำอธิบายทุกวัน จากนิคกี้และพิพพา กัมเบล -ผู้บุกเบิกอัลฟ่า เริ่มวันนี้เลย!
More
စပ္ဆိုင္ေသာ အစီအစဥ္မ်ား

ဝိညာဥ်ကြီးထွားခြင်းကို တည်ဆောက်ပေးသော အလေ့အကျင့် (၇)ခု

BibleProject | ယေရှုနှင့် လူသားမျိုးနွယ်သစ်

BibleProject | ဘုရားသခင်၏ထာဝရမေတ္တာ

BibleProject | တမန်တော်ပေါလုအကြောင်းလေ့လာချက်

ဆာလံကျမ်း ၁၁၉ အရ၊ နှုတ်ကပတ်တော်တရား

ယေရှု၏ ဘုရားဇာတိတော်ကို အတည်ပြုသောအကြောင်း (၅) ရပ်

ဉာဏ်အရာ၌ အသက်ကြီးသောသူ ဖြစ်ကြလော့

ဖတ်သောအရာကို နားလည်ပါသလား

BibleProject | ပဋိညာဉ်သစ်၊ ပညာသစ်
