YouVersion လိုဂို
ရွာရန္ အိုင္ကြန္

พระคัมภีร์ในหนึ่งปี 2023 พร้อมด้วยคำอธิบายจาก นิคกี้และพิพพา กัมเบลနမူနာ

พระคัมภีร์ในหนึ่งปี 2023 พร้อมด้วยคำอธิบายจาก นิคกี้และพิพพา กัมเบล

365 ၏ ေန႔ 83

พระเจ้าอยากให้คุณอัศจรรย์ใจ

‘ยานอีเกิลได้ลงจอดแล้ว’ นีล อาร์มสตรองกล่าว ประธานาธิบดีนิกสัน อธิบายต่อผู้ที่กำลังรับชมการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ว่า ‘นี่คือหนึ่งในช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคของเรา’ สมเด็จพระสันตะปาปาทรงกล่าวคำปราศรัยว่า“พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งหลายที่พระองค์โปรดปรานนั้น” เมื่อเวลา 3:56 น. ของวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 นีล อาร์มสตรองได้ก้าวลงบันไดของยานอีเกิล สู่พื้นผิวดวงจันทร์ เขากล่าวว่า ‘นี่เป็นก้าวเล็ก ๆ ของมนุษย์คนหนึ่ง แต่เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งของมวลมนุษยชาติ’ เมื่อเขากลายเป็นมนุษย์คนแรกที่เดินบนดวงจันทร์ ในช่วงเวลานั้นเริ่มมีการใช้โทรทัศน์เกิดขึ้น เหตุการณ์ที่น่าทึ่งนี้จึงถือเป็นเหตุการณ์สำคัญครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีคนเห็นในวงกว้าง และเป็นที่รับรู้ได้ในทันที โลกทั้งโลกมองดูด้วย*ความทึ่ง*และ*อัศจรรย์ใจ* เจมส์ เออร์วิน นักบินอวกาศอีกคนที่เดินบนดวงจันทร์กล่าวว่า ‘พระเยซูทรงดำเนินบนโลกนี้*สำคัญกว่า*มนุษย์ที่เดินบนดวงจันทร์’ เมื่อผู้คนเห็นสิ่งที่พระเยซูทรงทำ พวกเขาก็มองดูด้วยความน่าทึ่งและอัศจรรย์ใจ ‘ทุกคนก็*อัศจรรย์ใจ*... ต่างเต็มไปด้วยความเกรงกลัว’ (ลูกา 5:26)

สดุดี 37:10-20

เกรงขามและอัศจรรย์ใจกับการทรงเลือกของพระเจ้า

คุณเคยรู้สึกเกรงขามและอัศจรรย์ใจกับคนที่พระเจ้าทรงเลือกไหม? ในขณะที่โลกมักจะให้ความสำคัญกับคนที่มี ‘ความอุดมสมบูรณ์’ (ข้อ 16) และ ‘อำนาจ (แขน)’ ของคนอธรรม (ข้อ 17) แต่พระเจ้าไม่ทรงเป็นเช่นนั้น ‘แต่พระเจ้าได้ทรงเลือกพวกที่โลกถือว่าโง่ เพื่อทำให้พวกมีปัญญาอับอาย และได้ทรงเลือกพวกที่โลกถือว่าอ่อนแอ เพื่อทำให้พวกที่แข็งแรงอับอาย เพื่อไม่ให้มนุษย์สักคนหนึ่งโอ้อวดเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้’ (1 โครินธ์ 1:27–29) พระเจ้าทรงเลือก:

1. ผู้ที่ถ่อมใจ

คนที่ถ่อมใจจะได้แผ่นดินเป็นมรดกและจะปีติยินดี’ (สดุดี 37:11) ความถ่อมใจไม่ได้หมาย ความว่า อ่อนแอ ใจเสาะ หรือเปราะบาง เป็นคำที่โมเสสได้ใช้ (กันดารวิถี 12:3, พระคัมภีร์ ตอนนี้จาก Revised Standard Version โดยผู้แปล) พระเยซูทรงกล่าวถึงพระองค์เองว่าถ่อมตน (มัทธิว 11:29, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก Revised Standard Version โดยผู้แปล) แปลว่า อ่อนโยน มีน้ำใจ และไม่โอ้อวด

สิ่งนี้ตรงข้ามกับความหยิ่งทะนงและเห็นแก่ตัว เป็นคำที่ใช้เรียกม้าที่โดน ‘ปราบพยศ’ หรือการบังคับให้เชื่อฟัง นั่นอาจหมายถึงความแข็งแกร่งภายใต้การควบคุม พระเยซูอาจจะยกคำกล่าวนี้ขึ้นเมื่อพระองค์ตรัสว่า ‘คนที่สุภาพอ่อนโยนก็เป็นสุข เพราะว่าเขาทั้งหลายจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก’ (มัทธิว 5:5)

2. ผู้ยากจนและขัดสน

พระเจ้าทรงห่วงใย ‘คนยากจนและคนขัดสน’ (สดุดี 37:14) บรรดาผู้ที่แสดงออกไม่ดีต่อคนกลุ่มนี้จัดเป็น ‘คนอธรรม’ ในสายพระเนตรของพระเจ้า: ‘เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คนชอบธรรมมีก็ดีกว่า ความอุดมสมบูรณ์ของคนอธรรมมากมาย เพราะแขนของคนอธรรมจะหัก แต่พระยาห์เวห์ทรงค้ำ จุนคนชอบธรรม’ (ข้อ 16–17)

3. ผู้ที่ถูกข่มเหง

จุดสำคัญในสดุดี 37 คือคนอธรรมวางแผนต่อต้านคนชอบธรรม เมื่อผู้เขียนสดุดีเปรียบเทียบ ระหว่าง ‘คนชอบธรรม’ กับ ‘คนอธรรม’ ไม่ใช่เพียงแค่ความแตกต่างของคนสองประเภทเท่านั้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ทั้งสองเป็นศัตรูกันอย่างสุดขั้ว ‘คนอธรรมวางแผนทำร้ายคนชอบธรรม’ (ข้อ 12, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล)

ข้อพระคำเหล่านี้เตือนเราว่าไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะตอบโต้หากถูกข่มเหง เพราะพระเจ้าทรงควบคุมทุกอย่างไว้ และพระองค์ทรงรับรองว่าความยุติธรรมจะมีชัยชนะในที่สุด เราไม่จำเป็นต้องแก้แค้นด้วยมือเราเอง (ดู โรม 12:17–21)

ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกเกรงขามและอัศจรรย์ใจต่อผู้ที่พระองค์ทรงเลือกไว้ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์มองผู้คนอย่างพระองค์ ไม่ใช่ตามมาตรฐานของโลกแต่ด้วยสายพระเนตรของพระองค์

ลูกา 5:17-32

มองดูพันธกิจของพระเยซูด้วยความเกรงขามและอัศจรรย์ใจ

คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าผู้คนรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นพระเยซูทำการอัศจรรย์? พันธกิจของพระองค์ทำให้เกิดความยำเกรงและอัศจรรย์ใจ ‘ทุกคนก็อัศจรรย์ใจ... ต่างเต็มไปด้วยความเกรงกลัว’ (ข้อ 26) ในพระคัมภีร์จาก The Amplified ได้จับเอาความรู้สึกตื่นเต้นนี้: ‘ความประหลาดใจและความปีติยินดี อย่างท่วมท้นเข้าครอบงำพวกเขาทั้งหมด พวกเขาตระหนัก สรรเสริญ และขอบคุณพระเจ้า พวกเขาเต็มไปด้วยความเกรงกลัว และพูดต่อไปว่า เราได้เห็นสิ่งอัศจรรย์และแปลกประหลาดอย่างน่าเหลือเชื่อใน วันนี้!’ (ข้อ 26, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก Amplified Bible โดยผู้แปล)

1. การรักษาคนเจ็บป่วย

แม้แต่ในพันธกิจของพระเยซูก็ดูจะมีการรักษาโรคอยู่เป็นครั้งคราว แต่บางครั้งพระเยซูทรง รักษาคนเจ็บป่วยน้อยลง เพราะมีคนที่ไม่เชื่อ (มัทธิว 13:58) และในบางครั้ง ดั่งที่เราได้อ่านนี้ ‘ฤทธิ์เดชขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็อยู่กับพระองค์เพื่อที่จะรักษาโรคได้’ (ลูกา 5:17)

2. การอภัยบาป

เรามักจะพบว่าการรักษาเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจ แต่เราสามารถรับการให้อภัยบาปแทนการรับ โทษบาป พระเยซูทรงสำแดงให้เห็นว่าการให้อภัยนั้นน่าอัศจรรย์ใจและน่าทึ่งยิ่งกว่าการรักษาโรค พระองค์ทรงยกโทษบาปของมนุษย์ก่อน (ข้อ 20) แล้วถึงจะแสดงให้เห็นว่าพระองค์มีสิทธิอำนาจ ที่จะทำเช่นนั้นได้ โดยการรักษาเขาให้หาย (ข้อ 24) การให้อภัยเป็นสิ่งสำคัญ

3. การอ่านใจของผู้คน

พระเยซูทรงอ่านใจของพวกเขา พระองค์ทรงทราบว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ในใจ (ข้อ 22) การให้อภัยผู้ที่ทำบาปต่อผู้อื่นเป็นสิ่งที่พระเจ้าเท่านั้นจะทำได้ เมื่อพระเยซูทรงอ้างสิทธิอำนาจที่จะยกโทษบาปแก่บรรดาผู้ที่ทำบาปต่อผู้อื่น ภายในจิตใจของพวกเขากล่าวหาพระองค์ว่า ‘หมิ่นประมาทพระเจ้า’ (ข้อ 21ก) ‘ใครจะอภัยบาปได้นอกจากพระเจ้าเท่านั้น?’ (ข้อ 21ข)

ในแง่หนึ่งพวกเขาพูดถูก พระเยซูกำลังอ้างสิทธิอำนาจของพระเจ้าในการให้อภัยบาป ไม่น่าแปลกใจที่ ‘ผู้คนประหลาดใจอย่างเหลือเชื่อแล้วสรรเสริญพระเจ้า พวกเขาตกใจและพูดว่า “เราไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้นมาก่อน!”’ (ข้อ 26, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล)

4. การทรงเลือกคนที่สังคมไม่ยอมรับ

การที่พระเยซูทรงเลือกเลวีคนเก็บภาษีให้ติดตามพระองค์นั้นน่าทึ่งมาก พระองค์ทรงเลือกคนที่ สังคมไม่ยอมรับ แต่พระองค์ทรงเลือกถูกคนแล้ว เลวีจึง ‘ลุกขึ้น สละทิ้งทุกสิ่งและตามพระองค์ไป’ (ข้อ 28) จากนั้นเขาก็จัดงานเลี้ยงใหญ่ให้พระเยซูที่บ้านของเขาและมีฝูงชนเข้าร่วมจำนวนมาก เลวีเป็นผู้นำที่มีอิทธิพลอย่างชัดเจน ผู้คนต่างรู้สึกทึ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาและอยากพบพระเยซู

การทรงเลือกสรรของพระเยซูเป็นเรื่องน่าตกใจและน่าตกตะลึง เมื่อใดก็ตามที่ผมเข้าไปในคุก ผมเห็นว่าพระเยซูยังทรงเรียกคนที่ถูกสังคมปฏิเสธให้ติดตามพระองค์ และผมรู้สึกเกรงกลัวและอัศจรรย์ใจ

5. การผูกมิตรกับคนบาป

อีกครั้งที่พระเยซูทำให้ผู้คนประหลาดใจ พวกเขาถามว่า ‘ทำไมพระองค์ถึงกินและดื่มกับคนเก็บภาษีและ “คนบาป”?’ (ข้อ 30) พระเยซูตรัสตอบว่า ‘คนสบายไม่ต้องการหมอ แต่คนเจ็บป่วยต้องการ เราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรม แต่มาเรียกคนบาปให้กลับใจใหม่’ (ข้อ 31–32)

นี่คือหัวใจของข่าวประเสริฐสำหรับพวกเราทุกคน จอยซ์ ไมเยอร์ เขียนว่า ‘หลายครั้งที่รู้สึกว่า เราต้องซ่อนความอ่อนแอ แสร้งทำเป็นเข้มแข็งและไม่ต้องการอะไร... (แต่) เราทุกคนต่างก็มีจุดอ่อน และไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง... พระเยซูทรงเสด็จมาเพื่อบรรดาคนที่เจ็บป่วย (คนขัดสน) ไม่ใช่คนที่แข็งแรง (คนมั่งมี) … อย่ามัวรีรอและจนตรอก จงทูลต่อพระเจ้าในสิ่ง ที่คุณต้องการ พระองค์ทรงทราบและกำลังรอให้คุณขอความช่วยเหลือจากพระองค์’

ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงเป็นเช่นเดิม เมื่อวาน วันนี้ และตลอดไป ขอฤทธิ์เดชของพระองค์ทรงรักษาคนเจ็บป่วย ขอให้ผู้ที่ตกอยู่ในความเกรงกลัว และอัศจรรย์ใจเมื่อเห็นพระองค์ยังคงทำสิ่งที่น่าทึ่งต่อไป

กันดารวิถี 16:36-18:32

การใคร่ครวญด้วยความเกรงกลัวในการให้อภัยที่น่าอัศจรรย์

เรามีแนวโน้มที่จะไม่เห็นคุณค่าของการให้อภัย นักประพันธ์ชื่อ เฮนดริก ไฮน์ เคยกล่าวไว้ว่า ‘Dieu me pardonnera. C'est son métier.’ (พระเจ้าจะทรงให้อภัยฉัน นี่คืองานของพระองค์) อีกแง่หนึ่ง ไม่มีสิ่งใดที่เกินกว่าความเป็นจริงนี้ ความบาปนั้นมีการจ่ายราคาที่สูงมาก (16:38) หลายเรื่องที่เราอ่านในภาคพันธสัญญาเดิมทำให้เราอาจตีความได้ว่าเป็นเรื่องของความ ‘ยำเกรง' ในแง่ที่ว่าดูเหมือนจะน่ากลัว

อย่างไรก็ตาม อีกความหมายหนึ่งของคำว่า ‘ยำเกรง’ ก็คือ ‘การเต็มไปด้วยความกลัว’ คำจำกัดความในพจนานุกรมของคำว่า ‘ยำเกรง’ คือ ‘นำให้มาถึงการยอมอยู่ใต้บังคับบัญชา ให้ความเคารพในความน่าเกรงขาม’

ภาษาในที่ใช้ในพระธรรมตอนนี้แสดงให้เห็นถึงความร้ายแรงของความบาป ราคาที่ต้องจ่ายและปฏิกิริยาของพระเจ้าต่อความบาป ‘พระพิโรธได้พลุ่งออกมาจากพระยาห์เวห์’ (ข้อ 46) พระเจ้าไม่ทรงพอพระทัย ตัวอย่างเช่นการ ‘บ่นว่า’ (17:5)

บาปจำเป็นต้องได้รับการลบมลทินบาป (16:46) จำเป็นจะต้องไถ่ (18:15–16) จำเป็นต้องมีการประพรม ด้วยเลือด (ข้อ 17) การแต่งตั้งคนเลวีในตำแหน่งปุโรหิตเป็นการสำแดงและเตรียมทางเพื่อพระเยซู มหาปุโรหิตผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ซึ่งหลั่งพระโลหิตประพรมและทรงลบมัลทินบาปเพื่อไถ่เราจากบาป (ฮีบรู 4:14; 12:24; 2:17)

ถ้าคุณยังไม่เข้าใจถึงความร้ายแรงของความบาป และภูมิหลังในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยากลำบาก และความซับซ้อนของการได้รับการให้อภัย คุณจะไม่เข้าใจว่า การให้อภัยของพระเจ้านั้นน่าทึ่ง น่ายำเกรง และน่าอัศจรรย์เพียงใด การให้อภัยนั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยทันที แต่พระเยซูทรงทำให้เป็นไปได้ ในขณะที่คุณใคร่ครวญถึงสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำ คุณควรเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ความเกรงกลัว และความอัศจรรย์ใจในเวลาเดียวกัน

ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์ ข้าพระองค์สามารถรู้ได้ว่า ข้าพระองค์ได้รับการอภัยแล้ว ขอบคุณพระองค์ที่ข้าพระองค์อยู่ในยุคของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ขอบคุณพระองค์ที่พระราชกิจ การสิ้นพระชนม์ และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู และการเต็มล้นใน พระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของข้าพระองค์ และเปลี่ยนแปลงโลกนี้อย่างไร ขอให้คนทั้งโลกลืมตาขึ้นเพื่อเห็นพระราชกิจอันน่าจดจำเหล่านี้ด้วย*ความทึ่ง*และ*อัศจรรย์ใจ*

Pippa Adds

ลูกา 5:17–26

การนำเพื่อนของเรามาหาพระเยซูไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป ต้องใช้ความเพียรพยายาม ความทรหดอดทน การอธิษฐาน และแม้กระทั่งการคิดออกนอกกรอบ (หรือในกรณีนี้ คือบนที่สูง!)

References

ข้อพระคัมภีร์อ้างอิงมาจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 2011 สงวนสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย (ยกเว้นข้อที่ระบุว่าเป็นฉบับอื่น)

ဤအစီအစဥ္အေၾကာင္း

พระคัมภีร์ในหนึ่งปี 2023 พร้อมด้วยคำอธิบายจาก นิคกี้และพิพพา กัมเบล

การเข้าใจพระคัมภีร์อาจเป็นเรื่องยาก ทำไมไม่ลองอ่านหรือฟังพร้อมกับคำอธิบายทุกวัน จากนิคกี้และพิพพา กัมเบล -ผู้บุกเบิกอัลฟ่า เริ่มวันนี้เลย!

More