พระคัมภีร์ในหนึ่งปี 2023 พร้อมด้วยคำอธิบายจาก นิคกี้และพิพพา กัมเบลနမူနာ

วิธีการจัดการเรื่องเงิน
วันรุ่งขึ้นหลังจากวันคริสต์มาส เราหลาย ๆ คนอาจรู้สึกว่าไม่หลงเหลือเงินในกระเป๋าตังค์แล้ว แต่ประเด็นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ช่วงคริสต์มาสเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วเราจัดการกับเงินของเราแบบนี้ในทุกวัน แต่เราแค่ไม่พูดเรื่องนี้กันในคริสตจักร อย่างไรก็ตาม พระเยซูพูดถึงเรื่องเงินไว้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และพระคัมภีร์เองก็กล่าวถึงเรื่องนี้หลายครั้ง เงินมีผลอย่างมากในชีวิต ทั้งต่อเราและต่อพระเจ้า แล้วเราควรจะจัดการเรื่องเงินอย่างไร?สุภาษิต 31:10-20
ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์มากกว่าเรื่องเงิน
ความสัมพันธ์มีความสำคัญกว่าเงินมากนัก ยกตัวอย่างเช่น เงินทั้งโลกไม่สามารถชดเชยให้กับการแต่งงานที่ไร้ความสุขได้ อีกนัยหนึ่ง ผู้ที่มีความสุขในชีวิตแต่งงานนั้น ‘ไม่ขาดประโยชน์ใดๆ’ (ข้อ 11) ‘ภรรยาที่เลิศประเสริฐใครเล่าจะหาพบ? คุณค่าของเธอเลิศล้ำกว่าทับทิม สามีของเธอก็ไว้ใจเธอ และเขาจะไม่ขาดประโยชน์ใดๆ’ (ข้อ 10-11)
ตามที่ผู้เขียนพระธรรมสุภาษิตได้กล่าวสรรเสริญ ‘ภรรยาที่เลิศประเสริฐ’ เขาเริ่มต้นจากด้านต่างๆในชีวิตของเธอที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับการเงิน เธอเป็นตัวอย่างของผู้ที่มีท่าทีที่ถูกต้องต่อเรื่องเงิน ดังที่จอห์น เวศลีย์ กล่าวไว้ว่า 'หารายได้อย่างเต็มที่ เก็บออมอย่างเต็มที่ ให้ออกไปอย่างเต็มที่’
-
‘หารายได้อย่างเต็มที่’ เธอขยันและทำงานหนักในการหารายได้เพื่อใช้ชีวิต ‘เธอลุกขึ้นตั้งแต่ยังมืดอยู่ และจัดอาหารให้ครอบครัวของเธอ’ (ข้อ 12-15ก) เธอเป็นผู้อารักขาที่ดี เธอนำเงินไปลงทุนอย่างมีปัญญา และเธอทำการค้าขายได้กำไร (ข้อ 16-18ก)
-
‘เก็บออมอย่างเต็มที่’ เธอมีความสุขกับงานของเธอและสิ่งดีต่างๆในชีวิต(ข้อ 13) เธอเก็บออมบางส่วนจากที่เธอหาได้ เธอออมเงินนั้นไว้ (ข้อ 16 พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล)
-
‘ให้อย่างเต็มที่’ เธอแจกจ่าย ‘เธอหยิบยื่นให้คนยากจน เธอยื่นมือออกช่วยคนขัดสน’ (ข้อ 20) การที่เราให้ออกไปเป็นการตอบสนองต่อการให้ของพระเจ้าในชีวิตเรา เพื่อส่งต่อให้กับผู้อื่นที่ต้องการมันอย่างแท้จริง เป็นวิธีที่ช่วยเราจะไม่ตกหลุมพรางของวัตถุนิยม
ข้าแต่พระเจ้า ช่วยข้าพระองค์ให้เป็นผู้อารักขาที่ดีในทุกสิ่งที่พระองค์ไว้วางใจข้าพระองค์ให้ดูแล ขอให้ข้าพระองค์เป็นคนนั้นที่จะยินดีแจกจ่าย โดยเฉพาะกับคนยากใจ และคนที่มีความต้องการอย่างแท้จริง
วิวรณ์ 18:1-17ก
อย่าวางใจในเงินทอง
ในพระคัมภีร์ไม่ได้มีการห้ามเรื่องการหาเงิน ออมเงิน และมีความสุขกับสิ่งต่างๆ ในชีวิต สิ่งที่ถูกตักเตือนไว้คือ การสะสมเงินอย่างเห็นแก่ตัว การครอบครองเงินอย่างหวงแหน หรือการวางใจไว้กับความร่ำรวย สิ่งนี้จะนำไปสู่ความมั่นคงจอมปลอมและพาคุณออกห่างจากพระเจ้า
เงินไม่เป็นกลาง และไม่ใช่ตัวกลางที่ไร้ตัวตนในการแลกเปลี่ยน พระเยซูกล่าวไว้ว่า คุณไม่สามารถรับใช้พระเจ้าและแมมม่อนไปด้วยกันได้ (มัทธิว 6 :24) ‘แมมม่อน’ คือ เทพแห่งความมั่งคั่งในคาเธจ เงินนั้นมีลักษณะทุกอย่างของเทพเจ้า ซึ่งดูเหมือนจะให้ความมั่นคง อิสรภาพ อำนาจ อิทธิพล สถานภาพ และศักดิ์ศรี หากมองเพียงด้านเดียว เงินสามารถเป็นแรงบันดาลใจได้อย่างดีในการอุทิศตนและลุ่มหลงหัวปักหัวปำ แต่ดิเอทริช บอนฮอฟเฟอร์ พูดไว้ว่า ‘หัวใจของเรานั้นมีเพียงห้องเดียวที่จะอุทิศให้กับทุกๆ ด้าน และสิ่งนั้นคือ พระเจ้าองค์เดียว’
ในพระธรรมตอนนี้ ยอห์นให้ภาพของเหตุการณ์ที่ดูเหมือนจะเข้าใจได้ยากแก่ผู้อ่าน นั่นก็คือ ‘บาบิโลนมหานครพังทลาย' (วิวรณ์ 18 :2) ในบริบทโดยรอบนี้หมายถึงคำทำนายของเหตุการณ์จะไม่อุบัติขึ้นในอีก 320 ปี นั่นก็คือ การโค่นอำนาจจักรวรรดิโรมันในปี ค.ศ. 410
เมื่อยอห์นกำลังเขียนพระธรรมเล่มนี้ จักรวรรดิโรมันดูไร้จุดอ่อน อยู่จุดสูงสุดในอำนาจ มีความสุขในสันติภาพและความมั่นคง แต่ยอห์นนั้นเห็นลักษณะของเมืองนี้ที่บ่งบอกว่าการล่มสลายจะมาถึงอย่างแน่นอน
‘บาบิโลน’ ในที่นี้สื่อถึงอำนาจใด ๆ ก็ตามที่ตั้งตนแยกตัวจากพระเจ้า ยอห์นเน้นย้ำถึงจุดอ่อนที่อยู่เบื้องหลังการล่มสลายของสังคมนี้ ดังต่อไปนี้:
-
ผีโสโครก
‘กลายเป็นที่อาศัยของพวกผี เป็นที่อยู่ของวิญญาณทุกชนิดที่โสโครก’ (ข้อ 2) -
การล่วงประเวณีของนคร
‘เพราะประชาชาติทั้งหมดต่างได้ดื่ม เหล้าองุ่นแห่งราคะในการล่วงประเวณีของนครนั้น และบรรดากษัตริย์แห่งแผ่นดินโลกได้ล่วงประเวณีกับนครนั้น’ (ข้อ 3ก) -
ความหรูหราฟุ่มเฟือย
‘พวกพ่อค้าแห่งแผ่นดินโลกก็มั่งมีขึ้นจากความฟุ่มเฟือยอย่างยิ่งของนครนั้น’ (ข้อ 3ข, อ่านข้อ 7และข้อ 9) น่าจะเป็นเพราะความร่ำรวยมหาศาลนี้จึงทำให้เมืองนี้มีความทะนงตน (ข้อ 7ข) -
การค้ามนุษย์
‘และทาส พวกเขาทำการค้าชีวิตมนุษย์อย่างชั่วร้าย’ (ข้อ13, พระคัมภีร์ตอนนี้จาก The Message โดยผู้แปล) ยอห์นชี้ให้เห็นว่าทาสไม่ใช่ชิ้นเนื้อที่จะซื้อขายได้ตามปกติ แต่พวกเขาก็เป็นมนุษย์ที่มีชีวิต เป็นจุดที่ถูกย้ำสุดท้ายในตอนจบ (ข้อ 11-13) นี่เป็นมากกว่าแค่ความคิดเห็นเกี่ยวกับการค้าทาส มันรวมไปถึงทุกอย่างที่อยู่ในรายการทั้งหมด อันบ่งบอกถึงความโหดร้ายทารุณอย่างไร้มนุษยธรรม การไม่เห็นคุณค่าของชีวิตมนุษย์ ทำให้จักรวรรดินี้ร่ำรวยและอยู่ในความหรูหราฟุ่มเฟือย ทุกวันนี้ การค้ามนุษย์ และการฟื้นคืนชีพของความเป็นทาสหลายล้านคนชี้ไปถึงสิ่งที่ผิดมหันต์ในสังคมของเรา
ความร่ำรวย ความงามและความหรูหราเป็นเพียงสิ่งชั่วคราว สิ่งเหล่านั้นมาแล้วก็ไป ยอห์นเตือนประชากรของพระเจ้าว่าอย่ายอมแปดเปื้อนด้วยบาปแห่งบาบิโลน ‘จงออกมาจากนครนั้นเถิด ชนชาติของเราเอ๋ย เพื่อเจ้าจะไม่มีส่วนกับบาปของนครนั้น และเพื่อเจ้าทั้งหลายจะไม่ต้องรับภัยพิบัติของนครนั้น’ (ข้อ 4) สง่าราศีแห่งกรุงโรมในอดีตอาจจะผ่านไปนานแล้ว แต่ความท้าทายนี้และข้อความนี้ยังคงมีความสำคัญต่อชีวิตของเราในปัจจุบันเฉกเช่นในอดีต
ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงทำให้ใจข้าพระองค์พ้นจากความทะนงตนและไกลจากความชั่วร้ายที่บ่อยครั้งก็เกี่ยวข้องกับความมั่งคั่ง ขอทรงช่วยเราในฐานะที่เป็นคริสตจักรที่จะทำทุกอย่างเพื่อต่อสู้กับการค้ามนุษย์และการค้าทาสในรูปแบบของโลกปัจจุบัน ขอบคุณที่จักรวรรดิอันยิ่งใหญ่นั้นเกิดขึ้นมาแล้วก็จากไป แต่พระวจนะของพระเจ้านั้นจะดำรงอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์
เนหะมีย์ 5:1-7:3
เป็นแบบอย่างในการจัดการเงิน
เนหะมีย์เป็นผู้นำที่เป็นแบบอย่างที่ดียิ่งในการจัดการเงิน ไม่ช้าก็เร็วพวกเราส่วนใหญ่จะต้องผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากทางการเงินและการขาดแคลนทรัพยากร ไม่ว่าจะในชีวิตส่วนตัวหรือในคริสตจักร คุณทำอย่างไรบ้างในสถานการณ์เช่นนี้?
เนหะมีย์เผชิญสถานการณ์เช่นนั้น ประชากรบางส่วนที่ไม่มีอาหารเพียงพอที่จะดำรงชีวิตอยู่ (5 :2) คนอื่นๆ ต้องนำที่ดินและบ้านไปจำนอง (ข้อ 3) คนอื่นๆยังคงยืมเงินเพื่อนำมาจ่ายภาษี (ข้อ 4) เราสามารถเรียนรู้อะไรบ้างจากตัวอย่างชีวิตเนหะมีย์?
ประการแรก เขาคิดไตร่ตรองเกี่ยวกับมันอย่างระมัดระวัง ‘ข้าพเจ้าตรึกตรอง’ (ข้อ 7ก) เมื่อเผชิญกับภาวะวิกฤติทางการเงิน ไม่ฉลาดที่จะเร่งรีบแก้ปัญหา แต่ต้องคิดให้ถี่ถ้วน
ประการที่ 2 เขาเรียกประชุม (ข้อ 7ข) บางการประชุมนั้นเสียเวลา และไร้ประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม บางการประชุมก็สำคัญและจำเป็น เนหะมีย์ฉลาดพอที่จะรู้ความแตกต่างของการประชุมทั้ง 2 ประเภทนี้ เขาปฏิเสธพบกับศัตรูที่ ‘เจตนาจะทำอันตราย’ ต่อตัวเขา (6 :2) แม้จะถูกเรียกถึง 5 ครั้งก็ตาม
อย่างไรก็ตาม จุดนี้เนหะมีย์เรียกประชุม เขาบอกประชาชนว่าสิ่งที่พวกเขากระทำอยู่นั้นไม่ถูกต้อง พวกเขาไม่สมควรที่จะคิดดอกเบี้ย ‘เลิกการให้ยืมโดยเรียกของประกันนั้นเสียเถิด’ (5:10) เขาสั่งให้พวกเขาให้คืน ‘นา สวนองุ่น สวนมะกอก และเรือนของเขา และดอกเบี้ยของเงิน ข้าว เหล้าองุ่น และน้ำมัน ซึ่งท่านได้รีดเอาจากพวกเขาเสีย’ (ข้อ 11)
ประการที่ 3 สำคัญที่สุด คือ เขาทำให้ชีวิตตนเองเป็นแบบอย่าง:
-
ด้านความซื่อสัตย์
ด้วยความยำเกรงพระเจ้า เนหะมีย์จึงไม่ได้กระทำเฉกเช่นเดียวกับเหล่าผู้ว่าราชการคนก่อนหน้าที่มักเพิ่มภาระอันหนักหน่วงในด้านภาษีให้กับประชาชนพลเมือง และยินดีให้การช่วยเหลือแก่ประชาชนด้วย (ข้อ 15) -
ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง
‘ข้าพเจ้าหรือพี่น้องของข้าพเจ้าไม่ได้รับประทานอาหารของตำแหน่งผู้ว่าราชการ’ (ข้อ 14) -
ไม่เอาผลประโยชน์เข้าตนเอง
‘ข้าพเจ้ายังยึดงานสร้างกำแพงนี้อยู่ และไม่ได้หากรรมสิทธิ์ที่ดินเลย.....ข้าพเจ้าก็ไม่ได้เรียกร้องเอาส่วนอาหารของตำแหน่งผู้ว่าราชการ เพราะว่าการปรนนิบัตินั้นหนักสำหรับชนชาตินี้อยู่แล้ว’ (ข้อ 16,18) -
ความมีน้ำใจต่อผู้อื่น
‘ยิ่งกว่านั้น ข้าพเจ้ามีคน 150 คนร่วมสำรับกับข้าพเจ้า คือพวกยิวและเจ้าหน้าที่นอกเหนือจากบรรดาผู้ที่มาอยู่กับพวกเราจากประชาชาติผู้ซึ่งอยู่รอบเรา’ (ข้อ 17–18) -
มุ่งมั่นทำงานหนัก
‘ข้าพเจ้ายังยึดงานสร้างกำแพงนี้อยู่’ (ข้อ 16ก) เขาปฏิเสธที่จะถอนตัวแม้จะถูกฝ่ายปฏิปักษ์ข่มขู่ก็ตาม ในทางกลับกัน เขาอธิษฐาน ‘บัดนี้ขอพระองค์ทรงเสริมกำลังมือของข้าพระองค์’ (6:9)
เนหะมีย์ทำในสิ่งที่เขาเริ่มต้นจนสำเร็จ (ข้อ 15) คนจำนวนมากรู้จักที่จะริเริ่มงาน แต่พวกเขามักขาดสิ่งที่คุณพ่อของพิพพาเรียกมันว่า ‘ทำจนเสร็จ’ เนหะมีย์มีความสามารถที่จะอยู่กับมันและทำในสิ่งที่เขาริเริ่มไว้จนเสร็จสมบูรณ์
ความสำเร็จของโครงการคือคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุดต่อคำวิพากษ์ทั้งหลาย ‘กำแพงจึงสำเร็จในวันที่ยี่สิบห้าเดือนเอลูลใน 52 วัน และต่อมาเมื่อศัตรูทั้งสิ้นของเราทั้งหลายได้ยินประชาชาติทั้งปวดรอบเราก็กลัวและเขาก็น้อยเนื้อต่ำใจ เพราะเขาทั้งหลายหยั่งรู้ว่า งานนี้ที่สำเร็จได้ก็เพราะพระเจ้าของเราทรงช่วยเหลือ’ (ข้อ 15–16)
ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานปัญญาในการจัดสรรการเงินให้กับข้าพระองค์ ช่วยข้าพระองค์ที่จะเป็นแบบอย่างในชีวิตของข้าพระองค์เอง ที่จะใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์ ไม่แสวงหาผลประโยชน์เข้าตนเอง และที่จะมีการใช้ชีวิตที่พอเพียง ทำงานหนัก และมีน้ำใจต่อผู้อื่น
Pippa Adds
สุภาษิต 31:10-20
ฉันรู้สึกต่ำต้อยเมื่อฉันได้ใคร่ครวญเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ เป็นผู้หญิงต้อง ‘ทำทั้งหมด’, ‘มีทั้งหมด’, ‘เป็นทุกสิ่ง’ จริงๆแล้วฉันไม่คิดว่าเราจำเป็นต้องเป็นทุกสิ่งที่กล่าวมานี้ สิ่งที่สำคัญ คือความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า และการที่เราทำในสิ่งที่พระองค์ทรงเรียกให้เราทำต่างหาก
References
ข้อพระคัมภีร์อ้างอิงมาจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 2011 สงวนสิทธิ์โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย (ยกเว้นข้อที่ระบุว่าเป็นฉบับอื่น)ဤအစီအစဥ္အေၾကာင္း

การเข้าใจพระคัมภีร์อาจเป็นเรื่องยาก ทำไมไม่ลองอ่านหรือฟังพร้อมกับคำอธิบายทุกวัน จากนิคกี้และพิพพา กัมเบล -ผู้บุกเบิกอัลฟ่า เริ่มวันนี้เลย!
More
စပ္ဆိုင္ေသာ အစီအစဥ္မ်ား

ဆာလံကျမ်း ၁၁၉ အရ၊ နှုတ်ကပတ်တော်တရား

ဝိညာဥ်ကြီးထွားခြင်းကို တည်ဆောက်ပေးသော အလေ့အကျင့် (၇)ခု

ယေရှု၏ ဘုရားဇာတိတော်ကို အတည်ပြုသောအကြောင်း (၅) ရပ်

BibleProject | တမန်တော်ပေါလုအကြောင်းလေ့လာချက်

BibleProject | ယေရှုနှင့် လူသားမျိုးနွယ်သစ်

ဉာဏ်အရာ၌ အသက်ကြီးသောသူ ဖြစ်ကြလော့

BibleProject | ဘုရားသခင်၏ထာဝရမေတ္တာ

BibleProject | ကားစင်တင်ခြင်းခံဘုရင်

ဖတ်သောအရာကို နားလည်ပါသလား
